WORLD4  Thailand

หมวดหมู่: บทวิเคราะห์
Asia Plus Group Holdingบล.เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ : บทวิเคราะห์ตลาดหุ้นรายวัน
กลยุทธ์การลงทุน
การซื้อสุทธิต่อเนื่อง พร้อมเปิด Long ใน Future บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงหนุนจาก Fund Flow ต่อ แต่อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์ใกล้ชิดเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของการเจรจาการค้า สหรัฐฯ-จีน ส่วนการเมืองในประเทศ น่าจะลดระดับความกังวลลง สำหรับหุ้น Top Picks วันนี้เลือก RS (FV@B 22.10) โดยราคาหุ้นยัง Laggard ขณะที่ได้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือ Digital TV และยังคงเลือก BBL (FV@B 227) ต่อเนื่อง
ย้อนรอยตลาดหุ้นไทย … ปรับตัวขึ้นในช่วงบ่าย
วานนี้ ตลาดหุ้นไทยแกว่งทรงตัวในตอนเช้าและปรับตัวขึ้นในช่วงบ่าย จนทำให้ปิดที่ระดับ 1670.41 จุด เพิ่มขึ้น 5.68 จุด (+0.34%) มูลค่าการซื้อขาย 5.01 หมื่นล้านบาท โดยกลุ่มที่หนุนตลาด คือ กลุ่มพลังงานเช่น RATCH(+1.57%) PTT(+0.53%)  PTTEP(+0.39%) GULF(+1.86%) กลุ่มธ.พ.เช่น TMB(+2.04%) KBANK(+0.52%) BBL(+0.50%) กลุ่มสื่อสารเช่น ADVANC(+0.26%) DTAC(+2.00%) TRUE(+0.97%) รวมถึงหุ้นขนาดใหญ่เช่น AOT(+0.76%) CPF(+1.79%) และ HMPRO(+1.78%) เป็นต้น
นักลงทุนต่างชาติยังซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทย พร้อมเปิด Long ในตลาด Future ส่งผลทำให้ SET Index ปรับตัวขึ้นได้ต่อ อย่างไรก็ตามยังต้องตามสถานการณ์ใกล้ชิด โดยเฉพาะในเรื่องความคืบหน้าของสงครามการค้าซึ่งเป็นตัวแปรที่มีน้ำหนักต่อทิศทางการเคลื่อนไหวของเม็ดเงินลงทุน ส่วนในประเทศความกังวลเรื่องการเมืองน่าจะลดลงไปหลังมี พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกรัฐมนตรีลงมา ภายใต้สภาพแวดล้อมดังกล่าวคาดว่าน่าจะให้ SET Index ยังสามารถปรับตัวขึ้นไปได้ โดยมีบริเวณ 1670 – 1680 จุด เป็นแนวต้านสำคัญ สำหรับกลยุทธ์การลงทุนวันนี้ ฝ่ายวิจัยพิจารณาปรับพอร์ตการลงทุนโดย ขายทำกำไรหุ้น EASTW และสลับเข้าไปในหุ้น RS ด้วยน้ำหนักเท่ากัน ทั้งนี้ประเมินว่าหุ้น RS มีการเคลื่อนไหวในลักษณะที่ Laggard เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มสื่ออื่นๆ อีกทั้งยังเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือ Digital TV ของรัฐบาลที่ออกมา ทำให้คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการใน 2H62 น่าจะฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้การประกาศลดทุนจดทะเบียนสำหรับหุ้นที่ซื้อคืน สัดส่วน 4.26% ของทุนจดทะเบียน (คิดเป็นจำนวนหุ้น 43.27 ล้านหุ้น) ก็มีส่วนช่วยให้ EPS รวมถึง Valuation ของบริษัทดูดีขึ้น
เตรียมรอดูหน้าตารัฐบาลใหม่ ที่คาดจะเริ่มปฎิบัติหน้าที่ในเดือน ก.ค. 2562
วันที่ 11 มิ.ย.2562 (วานนี้) ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง ลำดับกระบวนการนับจากนี้จะเป็นเรื่องการจัดวางตัวบุคคลที่เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ซึ่งแม้จะมีกระแสการต่อรองในระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล แต่ก็เชื่อว่าจะผ่านขั้นตอนนี้ไปได้โดยใช้เวลาไม่นานนัก โดยฝ่ายวิจัยประเมินว่าน่าจะสามารถนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ ภายในกรอบเวลาไม่เกินสัปดาห์หน้า และเมื่อได้การโปรดเกล้าฯ ลงมาแล้ว ก็จะเป็นกระบวนการในการที่ต้องแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา เมื่อดำเนินกระบวนการต่างๆ แล้วเสร็จ ภายใน 15 วัน รัฐบาลเดิม และ คสส. ถือว่าพ้นจากตำแหน่ง และรัฐบาลใหม่เข้าทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไป ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือน ก.ค. 2562 ผลสรุปของกระบวนการนี้คือการได้มาซึ่งรัฐบาลจากการเลือกตั้ง แต่ที่นักลงทุนให้ความสำคัญคือหน้าตารัฐบาลใหม่ ว่าจะมีบุคคลใดเข้ามาทำหน้าที่ในกระทรวงสำคัญที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ
ประเด็นเร่งด่วนที่น่าจะเกิดขึ้นหลังจากที่รัฐบาลใหม่เข้ารับตำแหน่ง น่าจะเป็นเรื่องการจัดทำงบประมาณ ให้สอดคล้องกับนโยบายที่จะปฎิบัติ โดยน่าจะเน้นในส่วนของการกระตุ้นภาคเศรษฐกิจในประเทศ เฉพาะอย่างยิ่งมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายภาคครัวเรือนในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นดำเนินการผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ การจัดทำโครงการ ช็อปช่วยชาติ  การปรับอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นต้น อย่างไรก็ตามในขั้นตอนของการจัดทำงบประมาณคาดว่าน่าจะเห็นการเริ่มพิจารณาวาระที่ 1 ใน สภาผู้แทนราษฎร์ ในเดือน ก.ย.2562 และหากไม่มีการเร่งรัดใดๆ พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายฯ ก็อาจมีผลบังคับใช้ต้นปี 2563 ซึ่งถือว่าล่าช้า นอกจากนี้ยังต้องติดตามเรื่องของ เสถียรภาพรัฐบาล เนื่องจากมีคะแนนเสียงในสภาผู้แทนราษฎร์ อยู่ในระดับปริ่มน้ำ โดยภาพรวมประเด็นทางการเมืองในช่วงนี้ไม่น่าจะมีน้ำหนักในการสร้างแรงกดดันต่อ SET Index มากนัก
รัฐบาลใหม่น่าจะเดินหน้ากระตุ้นการบริโภคตามที่หาเสียง
เศรษฐกิจไทยปี   2562   ASPS  คาด GDP Growth ขยายตัว  2.7% ชะลอจาก 4.1% ในปี 2561  โดยคาดแนวโน้มเศรษฐกิจงวด  2Q62–4Q62 จะอ่อนตัวต่อเนื่อง  จากผลกระทบของภาคส่งออกชะลอตัว   และการเบิกจ่ายงบประมาณอาจจะล่าช้า ตามการจัดตั้งรัฐบาล  ทำให้ปัจจัยขับเคลื่อนหลักมาจากภายในประเทศ  คือ การลงทุนขนาดใหญ่ทั้งภาครัฐและเอกชน   และมาจากการบริโภคภาคครัวเรือน ที่คาดว่ายังมีแรงหนุนจากมาตการกระตุ้นต่างๆ ของภาครัฐบาลชุดเดิมที่ออกมากระตุ้นเศรษฐกิจระยะเวลา  2Q62-3Q62  หลักๆ มุ่งไปที่บัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อยให้เงิน 300-500 บาท/เดือน ตั้งแต่ 1 ม.ค. 2561 จนถึง 30 ก.ย. 2562  (รัฐบาลใช้เงินอัดฉีดมาตรการนี้ 3 พันล้านบาท/เดือน ล่าสุด รัฐบาลมีวงเงินเหลือสำหรับมาตรการนี้ราว 1.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งเพียงพอจนถึงสิ้นปี) และยังมีมาตรการอื่นๆ อาทิ นำค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองหลักและเมืองรองมาลดหย่อนภาษี  1.5 หมื่นบาท (ดังตาราง)
มาตรการกระตุ้นการบริโภคนับตั้งแต่ต้นปี-ก.ย.2562 
 
ที่มา : ASPS รวบรวม 
และเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้ามาบริหารประเทศ โดยมีพรรคพลังประชารัฐ เป็นแกนนำจะสานต่อนโยบายต่างๆที่เคยเสนอไว้ตั้งแต่ช่วงหาเสียง โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นกำลังซื้อของประชาชน อาทิ การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400-425 บาท/วัน, ลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาลง 10%ทุกระดับขั้น   (ดังตาราง)   โดยอ่านเพิ่มรายละเอียดเพิ่มในบทวิเคราะห์ Economic Outlookวันที่ 7 มิ.ย. 2562  
 
ที่มา : ASPS รวบรวม
ค่าแรงขั้นต่ำ400-425 บาท/วัน กระทบกลุ่มรับเหมาฯ, ค้าปลีก, ชิ้นส่วนฯ, เกษตรอาหาร
มีโอกาสที่รัฐบาลชุดใหม่จะเดินหน้านโยบายตามที่หาเสียงไว้ดังกล่าว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ชะลอลง หลักๆให้น้ำหนักที่   นโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็น   400-425 บาท/วัน  หรือปรับเพิ่มราว  23% จากปัจจุบันอยู่ที่ 330 บาท/วัน จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชน แต่ในทางตรงกันข้ามจะกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ คือ  
กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง  โดยเฉลี่ยค่าแรงคิดเป็นสัดส่วนรวม  10-15% ของต้นทุนก่อสร้าง  ASPS คาดหากมีการปรับขึ้นค่าแรง 23% ดังกล่าวจะทำให้บริษัทรับเหมามีอัตรากำไรขั้นต้นลดลงประมาณ 2% โดยปัจจุบันบริษัทรับเหมาฯมี Gross margin เฉลี่ย 8-12% และมี Net Profit margin 2-6%  โดยบริษัทที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ บริษัทมีอัตรากำไรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม และใช้แรงงานสูง อย่าง   ITD, NWR          
อย่างไรก็ตามปัจจุบัน บริษัทรับเหมามีการปรับวิธีการทำงานด้วยการนำเครื่องจักรมาใช้ ลดการใช้แรงงานคน และใช้วิธี Sub contract งานเป็นส่วนๆออกไปให้กับผู้รับเหมาช่วง  โดยเชื่อว่างานประมูลภาครัฐจำนวนมากที่กำลังจะออกมา น่าจะทำให้การแข่งขันในอุตสาหกรรมก่อสร้างลดลง ส่งผลต่ออัตรากำไรของงานก่อสร้างใหม่ๆในอนาคตที่จะดีขึ้น เมื่อถัวเฉลี่ยกับงานใน Backlog เดิมที่จะถูกกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรง
กลุ่มค้าปลีก  พบว่าโดยเฉลี่ยอุตสาหรรม จะมีค่าใช้จ่ายพนักงานราว 30% ของ SG&A และ 6%   ของยอดขายรวม โดยประเมินหากมีการปรับขึ้นค่าแรงจะกระทบต่อกลุ่มที่มีการใช้แรงงานทักษะทั่วไป ซึ่งมีค่าจ้างที่ต่ำกว่า 400 บาท อาทิ กลุ่มร้านสะดวกซื้อ CPALL, ไฮเปอร์มาร์เก็ตและค้าส่ง BJC MAKRO และ ห้างสรรพสินค้า ROBINS 
ขณะที่กลุ่มร้านค้า Specialty Store (HMPRO, COM7 และ BEAUTY) คาดกระทบจำกัด เนื่องจากเน้นไปที่กลุ่มพนักงานที่ต้องมีทักษะการขายสูงกว่า ทำให้มีโครงสร้างค่าแรงที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำอยู่แล้ว และมีรายได้จากค่าคอมมิชชั่น     อย่างไรก็ตามการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเพิ่มกำลังซื้อผู้บริโภคคาดช่วยชดเชยผลกระทบ 
กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์  ปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายแรงงานในประเทศ สัดส่วนราว  5-8% ของต้นทุนรวม(บางบริษัทมีแรงงานอยู่ต่างประเทศ อาทิ DELTA HANA ราว 2%ของต้นทุนรวม)  เบื้องต้นฝ่ายวิจัยคาดการปรับขึ้นค่าแรงจะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรกลุ่มชิ้นส่วนฯ ราว 11.7% จากปัจจุบัน  นำโดย SVI ,HANA , KCE , และ DELTA ตามลำดับ   
กลุ่มเกษตร-อาหาร มีค่าใช้จ่ายแรงงานในประเทศ ราว 1.5-8% ของต้นทุนรวม หากรัฐบาลปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ย 23% เป็น 400 บาท/วัน จะส่งผลกระทบต่อประมาณการกำไรกลุ่มเกษตร-อาหารราว  32.9% จากปัจจุบัน   
กลุ่มยานยนต์  มีค่าใช้จ่ายแรงงานทางตรงราว 5%-10% ของยอดขาย(ยกเว้น PCSGH งวด 3Q61 นับเฉพาะโรงงานในไทยมีต้นทุนแรงงาน 17.4% ของยอดขาย)  และ SAT มีพนักงาน อยู่ในแผนกผลิตจำนวน 1,396 คน กรณีที่มีการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ23%  จะส่งผลให้ค่าจ้างพนักงานในแผนกผลิตเป็น 134 – 142 ล้านบาท / ปี หรือกระทบต่อกำไรประมาณ 20 – 30 ล้านบาท/ปี  เป็นต้น    
รัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่น หนุนต่อกลุ่มนิคมฯ และ ธ.พ. ชอบ BBL
หลังกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้น เชื่อว่าจะเกิดการเร่งสร้างความเชื่อมั่นแก่เศรษฐกิจต่อ ทั้งการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย และวัฏจักรการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ (ลงทุนใหม่ และสานต่อโครงการเดิม) รวมไปถึงโครงการที่เกี่ยวเนื่องกับ EEC ผนวกกับประเด็นสงครามการค้า ทำให้มีโอกาสที่จะเห็นนักลงทุนลงจีนจะย้ายหรือขยายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลบวกต่อหลายๆ กลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะกลุ่มนิคมฯ WHA (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.), AMATA (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.) และ FPT (This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.) และกลุ่มธนาคารพาณิชย์ แม้ภาพรวมในช่วงที่ผ่านมาจะผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนตัว แต่เชื่อว่าปัจจัยบวกพิเศษจากโครงการลงทุนดังกล่าวข้างต้น จะหนุนสินเชื่อให้เร่งตัวขึ้นตั้งแต่ 2H62 ทำให้การเติบโตของสินเชื่อสุทธิทั้งปี 2562 ที่ฝ่ายวิจัยประเมินไว้ 5.7% yoy ยังเป็นไปได้ ขณะที่ NIM ยังค่อนข้างทรงตัว และในช่วงครึ่งปีหลังไม่น่าจะมีผลกระทบจากการบันทึกค่าใช้จ่ายพนักงาน ตาม พรบ. แรงงานฉบับใหม่ เพราะได้บันทึกไปในช่วงก่อนแล้ว ด้วยมุมมองธุรกิจที่เป็นบวกมากขึ้น และราคาหุ้นในกลุ่มฯ ผ่านการปรับฐานไปมากแล้ว โดย P/BV กลุ่มฯ อยู่ที่ 1.03 เท่า ต่ำกว่าเฉลี่ยกลุ่มฯ 8 ปีย้อนหลัง ที่ 1.45 เท่า ขณะที่ BBL(FV@B227) มี P/BV เพียง 0.88 เท่า (ต่ำสุดในธ.พ.ขนาดใหญ่) และยังมี Div Yield ที่สูงกว่า 4% จึงเป็นหุ้นที่น่าสนใจลงทุนในยามนี้
EIA ปรับลดคาดการณ์ Demand น้ำมันโลก กดดันราคาน้ำมันปรับฐาน 
ราคาน้ำมันดิบโลกแกว่งในทิศทางขาลงต่อ  หลักๆเป็นผลจากความกังวลความต้องการบริโภคน้ำมันโลก(Demand) คือวานนี้สำนักสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA)ได้ปรับลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันโลกลง โดยในปี 2562 ปรับลด 1.6 แสนบาร์เรล/วัน เหลือ 1.22 ล้านบาร์เรล/วัน และปี 2563 ปรับลด 1.1 แสนบาร์เรล/วัน เหลือ 1.42 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งสาเหตุสำคัญมาจากความต้องการลดลงตามเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวจากผลกระทบของสงครามการค้า
ขณะที่ฝั่ง Supply จะลดลงจากความคาดหวังการยืดระยะเวลาในควบคุมการผลิตน้ำมันตามข้อตกลง OPEC และ Non OPEC  ที่ทำสัญญาครั้ง ล่าสุด ธ.ค. 2561 จะตัดลดการผลิตถึงกลางปี 2562 ที่ 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน) และคาดจะยืดต่อไปเป็นสิ้นปี 2562  ซึ่งให้น้ำหนักการประชุม OPEC  ที่ กรุงเวียนนา  วันที่ 3-4 ก.ค. 
โดยรวมราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงราว  17.7% จากจุดสูงสุดของปีวันที่  24 เม.ย.2562   ล่าสุดราคาปิดวานนี้อยู่ที่   59.28 เหรียญต่อบาร์เรล (เฉลี่ยนับตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่   64.62 เหรียญ)  และมีโอกาสไปแตะ 50 เหรียญฯ  เทียบกับสมมติฐานที่ ASPS คาด 60 เหรียญ ในปี 2562 และนับจากปี 2563 เป็นต้นไป   คาด 65 เหรียญฯ   โดยระยะสั้นยังแนะนำชะลอการลงในหุ้นกลุ่มน้ำมันและกลุ่มปิโตรเคมี        
อย่างไรก็ตาม สมมติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบใหม่ที่ 60 เหรียญในปีนี้ ได้รองรับการปรับตัวลงของน้ำมันในระดับหนึ่งแล้ว โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยตั้งแต่ต้นปีล่าสุดอยู่ที่ 64.62 เหรียญ ซึ่งหากจะให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีเป็นไปตามสมมติฐานที่ 60 เหรียญ    ราคาน้ำมันในช่วงที่เหลือของปีจะต้องเฉลี่ยอยู่ที่ 56.4 เหรียญฯ  ซึ่งเป็นระดับที่มี Downside จำกัด    ทำให้กลยุทธการลงทุนระยะยาว ASPS จึงแนะนำหาจังหวะเข้าไปทยอยสะสมหุ้นน้ำมันที่ราคาเริ่มมี upside เปิดกว้าง และให้ผลตอบแทนจาก Dividend Yield สูง   (รายละเอียดดังตาราง) 
Valuations หุ้นกลุ่มน้ำมัน-ปิโตรเคมี
 
ที่มา: ASPS 
Fund flow ช่วยพยุง SET ให้มี Downside จำกัด 
ทั้งการเพิ่มน้ำหนักหุ้นไทยตามการ Rebalance ของดัชนี MSCI และการได้มาของรัฐบาลใหม่ของไทย รวมถึงความคาดหวังต่อการใช้นโยบายทางการเงินแบบผ่อนคลายของสหรัฐ หนุน Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้นไทยโดดเด่นสุดในภูมิภาค (ดังภาพด้านล่าง) โดยเฉพาะตั้งแต่วันที่ 28 พ.ค. 62 ถึงปัจจุบัน มีเม็ดเงินไหลเข้าตลาดหุ้นไทยกว่า 3.38 หมื่นล้านบาท รวมถึงยังซื้อสุทธิสัญญา SET50 Futures กว่า 7.4 หมื่นสัญญา ช่วยผลักดันให้ SET Index ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วกว่า 46 จุด มาอยู่ที่ 1670.41 จุด
มูลค่าซื้อขายสะสมหุ้นไทยของต่างชาติในเดือน พ.ค. - มิ.ย. 2562
 
Fund Flow ที่ไหลเข้าทั้งในตลาดหุ้น และตลาดฟิวเจอร์สในช่วงนี้ น่าจะทำหน้าที่ช่วยพยุงให้ SET Index มี Downside ที่จำกัด แต่การที่จะทำให้ SET Index ปรับขึ้นได้ยังต้องรอดูความต่อเนื่องของ Fund Flow รวมถึงเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ในช่วงเวลาจากนี้
RS หุ้นทีวีดิจิตอลที่น่าสนใจไม่แพ้ WORK
หุ้นทีวีดิจิตอลอีกหนึ่งบริษัทที่น่าสนใจไม่แพ้ WORK และราคายัง laggard กว่า คือ RS เชื่อว่าการกลับมาเติบโตของธุรกิจจะเริ่มชัดเจนขึ้นต้นตั้งแต่ช่วง 2Q62 เป็นต้นไป จากธุรกิจพาณิชย์หลายช่องทาง (MPC) มีแนวโน้มที่ดี จากยอดขายกลับมาปกติหลังจบการเลือกตั้ง และการขายผ่านสินค้าผ่านช่องไทยรัฐอย่างเต็มไตรมาส หนุนยอดขายจากธุรกิจ MPC สร้างสถิติสูงสุดใหม่ในงวด 2Q62 และช่วงที่เหลือของปียังได้ผลบวกจากมาตราการช่วยเหลือทำให้ค่าใช้จ่ายในปี 2562 นี้ลดลงกว่า 74 ล้านบาท นอกจากนี้ RS ได้ประกาศลดทุนจากหุ้นซื้อคืน (จำนวน 43.27 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน 4.26% ของทุนจดทะเบียน)  ส่งผลให้ EPS62F เพิ่มขึ้นราว 4% โดยฝ่ายวิจัยฯประเมินว่ากำไรทั้งปี 2562 ทำได้ 787 ล้านบาท เติบโตถึง 53% และมีราคาเหมาะสมอยู่ที่ 22.10 บาท (ยังไม่รวม Upside จากมาตราการช่วยเหลือและการลดทุน โดยประเมินว่าจะทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นอีก 1.30 บาท มาอยู่ที่ 23.4 บาท) ด้วย Upside ที่เปิดกว้างและสูงสุดในกลุ่มฯจึงถือเป็นโอกาสดีในการเข้าลงทุน
ภรณี ทองเย็น, CISA 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004146
เทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม, 
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน, ปัจจัยทางเทคนิค
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 004132
ภราดร เตียรณปราโมทย์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 075365
 ฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์
นักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านหลักทรัพย์
เลขทะเบียนนักวิเคราะห์: 087636
เจิดจรัส แก้วเกื้อ
   ผู้ช่วยนักวิเคราะห์
วรรณพฤกษ์ โกมลวิทยาธร
ผู้ช่วยนักเศรษฐศาสตร์
ภวัต ภัทราพงศ์
ผู้ช่วยนักวิเคราะห์เชิงปริมาณ